เอชไอวีต่างจากไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่ชนิดของไวรัสและส่วนของร่างกายที่ถูกทำร้าย แนวทางการตรวจเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบของกรมควบคุมโรคปี 2568 อธิบายว่าเอชไอวีทำลายระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์ CD4 ส่วนไวรัสตับอักเสบบีทำให้ตับอักเสบ แต่สองไวรัสนี้ติดต่อได้ทางคล้ายกัน คือทางเลือด เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก ข้อต่างคือ ไวรัสตับอักเสบบีมีวัคซีนป้องกัน ส่วนเอชไอวี องค์การอนามัยโลกเขียนว่ายังรักษาไม่หายขาด แต่ควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส
เอชไอวีต่างจากไวรัสตับอักเสบบี ตรงส่วนที่ไวรัสทำร้าย
เอชไอวี (HIV) แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าเมื่อติดเชื้อ เซลล์ภูมิคุ้มกันหลักที่ถูกทำลายคือเซลล์ CD4 ร่างกายจึงเสี่ยงติดเชื้อและเป็นโรคที่ปกติต่อสู้ได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะพัฒนาไปเป็นเอดส์ ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) แนวทางเดียวกันเขียนว่าทำให้ตับอักเสบ ตับบวมโตและทำงานได้ไม่เต็มที่ การติดเชื้อมีแบบเฉียบพลัน คือช่วงแรกที่ได้รับเชื้อ และแบบเรื้อรัง คือตรวจพบเชื้อในเลือดนานกว่า 6 เดือนขึ้นไป การติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลานานอาจตามมาด้วยตับแข็ง มะเร็งตับ และตับวาย ทั้งนี้ผู้ที่ติดไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลันส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ ต้องตรวจเลือดจึงจะรู้
เลือด เพศสัมพันธ์ และแม่สู่ลูก ทางที่สองเชื้อใช้ร่วมกัน
ช่องเอชไอวีในตารางมาจากองค์การอนามัยโลก ช่องไวรัสตับอักเสบบีสามแถวแรกมาจากแนวทางการตรวจปี 2568 และองค์การอนามัยโลก สองแถวล่างมาจากองค์การอนามัยโลก
| ทางติดต่อ | เอชไอวี | ไวรัสตับอักเสบบี |
|---|---|---|
| ของเหลวในร่างกาย | เลือด น้ำนม น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งจากช่องคลอด | เลือดและของเหลว เช่น สารคัดหลั่งจากช่องคลอดและประจำเดือน น้ำอสุจิ และน้ำลาย ผ่านผิวหนังหรือเยื่อเมือกที่ฉีกขาด |
| เพศสัมพันธ์ | ทางทวารหนักหรือช่องคลอดโดยไม่ใช้ถุงยาง | สัมผัสเลือดหรือของเหลวระหว่างมีเพศสัมพันธ์ |
| เข็มและของมีคม | ใช้เข็มหรืออุปกรณ์ฉีดร่วมกัน และหัตถการที่ตัดหรือเจาะโดยไม่สะอาด | เข็มทิ่มตำ การสัก การเจาะ และการใช้เข็มหรือของมีคมซ้ำ |
| จากแม่สู่ลูก | ระหว่างตั้งครรภ์ คลอด และทางน้ำนม | ช่วงคลอด เป็นทางที่พบบ่อยทางหนึ่ง |
| ชีวิตประจำวัน | ไม่ติดจากการจูบ กอด จับมือ หรือกินอาหารร่วมกัน | ในพื้นที่ระบาด เด็กเล็กติดจากกันได้ผ่านแผลเปิด ผู้เขียนไม่พบเรื่องจูบหรือกินอาหารร่วมกันในแหล่งที่เปิดอ่าน |
เรื่องการตรวจเลือดบริจาค อ่านต่อได้ที่ รับเลือดแล้วติดเอชไอวีได้ไหม เลือดบริจาคตรวจอะไรบ้าง

ร่างกายกำจัดเชื้อเองได้ไหม สองเชื้อต่างกันมาก
แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าถ้าติดไวรัสตับอักเสบบีแบบเฉียบพลันตอนเป็นผู้ใหญ่ ราวร้อยละ 95 หายเองได้ภายใน 6 เดือนและร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเอง แต่บางรายอาจเกิดตับอักเสบแบบรุนแรง ส่วนราวร้อยละ 4 ถึง 5 กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ถ้าติดตอนเด็ก ราวร้อยละ 90 ของทารกที่ได้รับเชื้อก่อนอายุ 1 ขวบ และราวร้อยละ 30 ของเด็กที่ได้รับเชื้อช่วงอายุ 1 ถึง 5 ปี กำจัดเชื้อไม่ได้
องค์การอนามัยโลกเขียนว่าแบบเฉียบพลันไม่มียารักษาเฉพาะ ส่วนแบบเรื้อรังรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดกิน ช่วยชะลอตับแข็งและลดมะเร็งตับ และคนส่วนใหญ่ที่เริ่มรักษาต้องรักษาต่อตลอดชีวิต

ส่วนเอชไอวี องค์การอนามัยโลกเขียนว่ายังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ยาต้านไวรัสหยุดไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนและทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าต้องกินยาตรงเวลาทุกวันต่อเนื่องตลอดชีวิต ถ้าหยุดยา ไวรัสจะเพิ่มจำนวนอีก เหตุที่ยังรักษาไม่หายขาด อ่านต่อได้ที่ ทำไมเอชไอวียังรักษาไม่หายขาด? เชื้อแฝงคืออะไร
HBV มีวัคซีน ส่วนเอชไอวีต้องใช้วิธีอื่น
องค์การอนามัยโลกเขียนว่าวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีปลอดภัยและได้ผล ป้องกันได้เกือบร้อยละ 100 อย่างน้อย 20 ปีและอาจตลอดชีวิต แนวทางการตรวจปี 2568 เล่าว่าไทยให้วัคซีนนี้แก่เด็กแรกเกิดในโครงการระดับชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535
สำหรับผู้ใหญ่ คำแนะนำวัคซีนตลอดช่วงชีวิตสำหรับประชาชนปี 2569 ของกรมควบคุมโรค แนะนำว่าผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และไม่เคยได้รับวัคซีน ถ้าตรวจภูมิคุ้มกันและตรวจหาเชื้อแล้วผลเป็นลบทั้งคู่ ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนให้ครบ ถ้าไม่แน่ใจว่าเคยฉีดหรือยัง ผู้เขียนแนะนำให้ถามสถานพยาบาล
เอชไอวีป้องกันด้วยวิธีอื่น องค์การอนามัยโลกยกตัวอย่าง เช่น ถุงยางอนามัย การตรวจ และเพร็พ ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสที่คนไม่มีเชื้อใช้ลดโอกาสรับเชื้อ

อยู่กับเอชไอวี ตรวจ HBV ด้วยหรือยัง
รายชื่อคนที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีในแนวทางการตรวจปี 2568 มีผู้มีเชื้อเอชไอวีอยู่ด้วย ส่วนแนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้ตรวจไวรัสตับอักเสบบีเมื่อทราบว่ามีเชื้อเอชไอวีครั้งแรก ถ้าผลแสดงว่ายังไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรให้วัคซีน
คนที่มีทั้งสองเชื้อ องค์การอนามัยโลกเขียนว่ายาต้านเอชไอวีบางชนิดในสูตรแรกออกฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย และแนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 เตือนว่าการหยุดยากลุ่มนี้เสี่ยงสูงต่อการที่ไวรัสตับอักเสบบีกำเริบจนตับอักเสบรุนแรงหรือตับวาย แพทย์เป็นผู้เลือกยา อย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง
คำถามที่พบบ่อย
วัคซีน HBV กันเอชไอวีด้วยได้ไหม
ผู้เขียนไม่พบในแหล่งที่เปิดอ่านว่าวัคซีนตับอักเสบบีป้องกันเอชไอวีได้ องค์การอนามัยโลกเขียนในเอกสารปี 2569 ว่าวัคซีนนี้ป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ส่วนวิธีป้องกันเอชไอวีในเอกสารเรื่องเอชไอวีไม่มีวัคซีน มีเช่น ถุงยางอนามัย การตรวจ และเพร็พ

เจาะเลือดครั้งเดียว รู้ผลทั้งสองเชื้อไหม
เป็นการตรวจคนละรายการ แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 เขียนวิธีตรวจของสองเชื้อแยกกัน ถ้าอยากรู้ทั้งสองเชื้อ ให้บอกสถานพยาบาลว่าจะตรวจทั้งสองอย่าง
อยู่กับเอชไอวี ฉีดวัคซีน HBV ได้ไหม
แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 มีคำแนะนำวัคซีนตับอักเสบบีสำหรับผู้มีเชื้อที่ตรวจแล้วยังไม่มีภูมิคุ้มกันและไม่มีเชื้อ และเขียนว่าผู้ที่ค่า CD4 ต่ำอาจตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดี แต่ในภาพรวมของวัคซีนเขียนว่าเมื่อรักษาจน CD4 เพิ่มขึ้น จะตอบสนองได้เหมือนคนที่ไม่มีเชื้อ ให้คุยกับคลินิกที่ดูแล
คนในบ้านมี HBV ต้องไปตรวจด้วยไหม
รายชื่อคนที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองของแนวทางการตรวจของไทยปี 2568 มีคนในครอบครัวของผู้มีไวรัสตับอักเสบบีด้วย ได้แก่ คู่สมรสหรือคู่นอน บุตร บิดามารดา และพี่น้องร่วมบิดามารดา ผู้เขียนแนะนำให้ถามสถานพยาบาล
เพิ่งโดนเลือดของคนอื่นหรือมีเซ็กส์ไม่ใช้ถุงยาง ต้องทำอะไร
ไปสถานพยาบาลเพื่อขอประเมินยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อเอชไอวี (เป๊ป) โดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ให้ตรวจไวรัสตับอักเสบบีก่อนเริ่มเป๊ปด้วย ผู้เขียนแนะนำให้บอกว่าเคยฉีดวัคซีนตับอักเสบบีหรือไม่ ถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ เพราะแนวทางเดียวกันให้แพทย์พิจารณาเป็นราย ๆ ไป

สรุป
- เอชไอวีทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนไวรัสตับอักเสบบีทำให้ตับอักเสบ ตามแนวทางการตรวจของไทยปี 2568
- ทั้งสองเชื้อติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก ส่วนไวรัสตับอักเสบบีติดผ่านน้ำลายได้ด้วยเมื่อมีแผลหรือเยื่อเมือกฉีกขาด ตามแนวทางการตรวจของไทยปี 2568 และองค์การอนามัยโลก
- แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 เขียนว่าผู้ใหญ่ที่ติดไวรัสตับอักเสบบีส่วนใหญ่หายเองภายใน 6 เดือน แต่ทารกที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่กลายเป็นเรื้อรัง ส่วนเอชไอวี องค์การอนามัยโลกเขียนว่ายังรักษาไม่หายขาด แต่ควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส
- ไวรัสตับอักเสบบีมีวัคซีน ส่วนเอชไอวีป้องกันด้วยวิธีอื่น เช่น ถุงยางอนามัยและเพร็พ
- แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 และแนวทางเอชไอวีปี 2564/2565 ให้ผู้มีเชื้อเอชไอวีตรวจไวรัสตับอักเสบบี ถ้ามีทั้งสองเชื้อ แพทย์เป็นผู้เลือกยา อย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง
- ถ้าเพิ่งมีเหตุเสี่ยง ไปขอประเมินเป๊ปโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่แทนการประเมินของแพทย์ อ่านเรื่องเอชไอวีต่อได้ที่หน้า HIV คืออะไร? การติดต่อ อาการ การตรวจ รักษาและ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 กรมควบคุมโรค (เปิดอ่าน 7 ตุลาคม 2569)
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค (เปิดอ่าน 7 ตุลาคม 2569)
- คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิต สำหรับประชาชน ปี 2569 กรมควบคุมโรค (เปิดอ่าน 6 ตุลาคม 2569)
- Hepatitis B (fact sheet) องค์การอนามัยโลก 28 กรกฎาคม 2569 (เปิดอ่าน 29 ตุลาคม 2569)
- HIV and AIDS (fact sheet) องค์การอนามัยโลก 27 กรกฎาคม 2569 (เปิดอ่าน 29 ตุลาคม 2569)