รับเลือดแล้วติดเอชไอวีได้ไหม ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เขียนไว้ในเกณฑ์ผู้บริจาคว่า การได้รับโลหิตจากผู้อื่นย่อมมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดทางโลหิตได้ แม้ว่ามีโอกาสน้อยมาก ส่วนแนวทางการตรวจของไทยปี 2568 เขียนว่าโลหิตบริจาคทุกยูนิต (ทุกถุง) ต้องได้รับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ถ้าแพทย์แนะนำให้รับเลือดแล้วคุณกังวล ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์ผู้รักษา ไม่ปฏิเสธหรือเลื่อนการรักษาเอง

รับเลือดแล้วติดเอชไอวีได้ไหม หน่วยงานเขียนไว้อย่างไร

ประโยคของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติอยู่ในหน้าคุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต (เปิดอ่าน 11 ตุลาคม 2569) ในข้อที่ให้ผู้ที่ได้รับโลหิตหรือส่วนประกอบโลหิตงดบริจาค 1 ปี ประโยคนี้พูดถึงการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดทางโลหิตโดยรวม ไม่ได้แยกเฉพาะเอชไอวี

แนวทางเอชไอวีของไทยฉบับปี 2564/2565 มีตารางความเสี่ยงโดยประมาณต่อครั้งจากการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน ซึ่งคิดเฉพาะกรณีที่แหล่งสัมผัสมีเชื้อเอชไอวี การได้รับเลือดเป็นแถวที่ตัวเลขสูงที่สุดในตาราง ตารางไม่ได้บอกโอกาสของเลือดบริจาคที่ผ่านการตรวจแล้ว จึงใช้ตอบไม่ได้ว่ารับเลือดในโรงพยาบาลแล้วมีโอกาสติดเชื้อเท่าไร

ในสหรัฐ HIV.gov เว็บไซต์ของรัฐบาล จัดการรับเลือดที่ปนเปื้อนเอชไอวีไว้ในกลุ่มทางติดต่อที่เกิดได้น้อยอย่างยิ่ง และเขียนว่าทุกวันนี้ความเสี่ยงน้อยอย่างยิ่ง เพราะเลือดบริจาคของสหรัฐถูกตรวจอย่างเข้มงวด เรื่องช่องทางติดต่ออ่านต่อได้ที่ เอชไอวีติดต่อกันได้อย่างไร สาเหตุและช่องทางการติดเชื้อ

เลือดบริจาคในไทยต้องผ่านการตรวจอะไรบ้าง

แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 มีบทว่าด้วยการตรวจโลหิตบริจาค แนวทางให้ตรวจสองวิธีควบคู่กัน เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ป่วยในการติดเชื้อจากการรับโลหิต

การตรวจ ตรวจหาอะไร แหล่งที่เขียน
ตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา (หาส่วนของเชื้อหรือภูมิต้านทาน) เอชไอวี (ทั้งส่วนของเชื้อและภูมิต้านทานต่อเชื้อ) ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และซิฟิลิส แนวทางการตรวจของไทยปี 2568
ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ แบบตรวจทีละตัวอย่าง (NAT) สารพันธุกรรมของเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี แนวทางการตรวจของไทยปี 2568
ตรวจหมู่โลหิตและภูมิต้านทานต่อเม็ดโลหิตแดง หมู่โลหิตระบบเอบีโอและอาร์เอช และภูมิต้านทานต่อเม็ดโลหิตแดง ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
คัดแยกโลหิต โลหิตที่ติดเชื้อหรือผลการตรวจผิดปกติถูกคัดแยกออก ไม่นำไปให้ผู้ป่วย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
Quicky

แนวทางให้จัดการเลือดยูนิตที่ผลตรวจเป็นบวกอย่างไร

แนวทางฉบับเดียวกันเขียนขั้นตอนของการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยาสำหรับเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีไว้ว่า ถ้าผลคัดกรองเบื้องต้นเป็นบวก ต้องตรวจซ้ำอีก 2 ครั้งด้วยวิธีเดิม ถ้าเป็นบวกอย่างน้อย 1 ใน 2 ครั้ง ให้สรุปว่าเป็นผลบวก จากนั้นนำตัวอย่างจากสายของถุงโลหิตมาตรวจ เพื่อพิสูจน์ว่าผลนั้นเป็นของโลหิตถุงนั้นจริง แล้วให้ทิ้งโลหิตและส่วนประกอบของโลหิตนั้นทั้งหมด

ส่วนโลหิตที่ผลคัดกรองเป็นลบ แนวทางให้ดูผลการตรวจหาสารพันธุกรรมควบคู่ด้วย ถ้าเป็นลบเช่นกันจึงจ่ายให้ผู้ป่วยได้

แนวทางกำหนดให้แยกและกักกันโลหิตที่ยังไม่ได้ตรวจ หรือตรวจแล้วมีผลบวก เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกนำไปให้ผู้ป่วย และต้องมีกระบวนการเรียกคืนผลิตภัณฑ์กับการตรวจสอบข้อมูลการบริจาคย้อนหลัง

ส่วนผู้บริจาค แนวทางเขียนว่าการบริจาคที่ให้ผลเป็นบวกต้องมีการตรวจยืนยัน ต้องแจ้งให้ผู้บริจาคทราบพร้อมกับการให้คำปรึกษา เพื่อให้ได้รับการรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ และให้งดบริจาคโลหิตอย่างถาวร โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในคู่มือมาตรฐานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

ภาพชายตอบแบบสอบถามก่อนบริจาคเลือด พร้อมสรุปการคัดกรอง 3 ขั้น และเตือนไม่ใช้การบริจาคแทนการตรวจเอชไอวีหรือหยุดยาเองเพื่อบริจาคเลือด

ก่อนถึงห้องตรวจ ผู้บริจาคถูกคัดกรองอย่างไร

ข่าวของสภากาชาดไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2563) เล่าว่าการคัดกรองมีสามขั้น คือผู้บริจาคคัดกรองสุขภาพด้วยตนเอง ตอบแบบสอบถามก่อนบริจาคตามความเป็นจริง และการตรวจโลหิตในห้องปฏิบัติการ ข่าวเขียนว่าการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อมีความไวสูงสุด แต่ถ้าผู้บริจาคได้รับเชื้อเอชไอวีในระยะเริ่มต้นที่เรียกว่า window period ก่อนมาบริจาค ก็ยังตรวจไม่พบ ขณะที่เลือดนั้นแพร่เชื้อไปยังผู้ป่วยได้ ผู้เขียนแนะนำว่า คนที่อยากรู้สถานะของตัวเองให้ไปตรวจที่หน่วยบริการ ไม่ใช้การบริจาคเลือดแทนการตรวจ

เกณฑ์ผู้บริจาคของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติมีหลายข้อ เช่น ข้อว่าด้วยยารักษาหรือยาป้องกันเอชไอวี ซึ่งให้เหตุผลว่ายากลุ่มนี้ทำให้ตรวจไม่พบเชื้อในขนาดต่ำ และทำให้ผู้รับโลหิตมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้ ผู้ที่กินเพร็พ (ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ) หรือเป๊ป (ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ) ให้งดบริจาค 1 ปีนับจากยาเม็ดสุดท้าย เกณฑ์นี้ว่าด้วยการบริจาคเท่านั้น ผู้เขียนแนะนำว่าอย่าหยุดยาเองเพื่อจะไปบริจาคเลือด

Love2Test

กังวลหลังรับเลือด ควรคุยกับใครก่อน

ผู้เขียนค้นแนวทางการตรวจของไทยปี 2568 แล้วไม่พบหัวข้อที่เขียนถึงผู้ที่เคยรับเลือดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ต้องตรวจ แนวทางเขียนหลักของการตรวจโดยรวมไว้ โดยยกหลักที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ เช่น การตรวจต้องเป็นไปโดยสมัครใจ ควรมีการให้คำปรึกษาทั้งก่อนและหลังการตรวจ และผลตรวจต้องถูกเก็บเป็นความลับ

ผู้เขียนแนะนำว่า ถ้ากังวล ให้ถามแพทย์หรือโรงพยาบาลที่ให้เลือดก่อน และถ้าอยากรู้สถานะของตัวเอง ให้ไปขอรับคำปรึกษาและตรวจที่หน่วยบริการ โดยบอกเจ้าหน้าที่ว่าเคยรับเลือดเมื่อไรและที่ไหน อ่านต่อได้ที่ ตรวจเอชไอวีมีกี่แบบ และต่างกันอย่างไร และหน้า HIV คืออะไร? การติดต่อ อาการ การตรวจ รักษาและ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

คำถามที่พบบ่อย

รับเลือดมาหลายปีแล้ว ควรขอตรวจไหม

บทความนี้ตอบแทนแพทย์ไม่ได้ว่าใครต้องตรวจ แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 เขียนว่าการตรวจเป็นไปโดยสมัครใจ ถ้ายังไม่เคยตรวจหรือยังกังวล ผู้เขียนแนะนำให้ไปขอรับคำปรึกษาที่หน่วยบริการ

รับเลือดมาแล้ว จะไปบริจาคเลือดได้เมื่อไร

เกณฑ์ผู้บริจาคของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติที่เปิดอ่านเมื่อ 11 ตุลาคม 2569 ให้ผู้ที่ได้รับโลหิตหรือส่วนประกอบโลหิตงดบริจาค 1 ปี เกณฑ์มีข้ออื่นอีก ผู้เขียนแนะนำให้ถามเจ้าหน้าที่ตอนไปบริจาค

ทุกประเทศตรวจเลือดบริจาคเหมือนกันไหม

หน้าข้อเท็จจริงของ WHO ฉบับ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2026 เขียนว่า WHO แนะนำให้ตรวจเลือดบริจาคทั้งหมดก่อนใช้ และการตรวจเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และซิฟิลิสควรเป็นข้อบังคับ แต่ในประเทศที่รายงานข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลปี ค.ศ. 2023 มี 10 ประเทศที่ยังตรวจเลือดบริจาคทั้งหมดไม่ได้สำหรับหนึ่งโรคหรือมากกว่าในสี่โรคนี้

เลือดจากญาติปลอดภัยกว่าเลือดจากผู้บริจาคทั่วไปไหม

หน้าข้อเท็จจริงของ WHO ไม่ได้เขียนว่าเลือดจากญาติปลอดภัยกว่า WHO แบ่งผู้บริจาคเป็นสามแบบ คือผู้บริจาคโดยสมัครใจที่ไม่รับค่าตอบแทน ผู้บริจาคแบบญาติหรือทดแทน และผู้บริจาคที่รับค่าตอบแทน และเขียนว่าแบบแรกที่บริจาคสม่ำเสมอเป็นกลุ่มที่ปลอดภัยที่สุด เพราะพบการติดเชื้อที่ถ่ายทอดทางเลือดต่ำที่สุด ส่วนแนวทางของไทยปี 2568 ให้ตรวจโลหิตบริจาคทุกยูนิต

คนที่ไปบริจาคเลือด ติดเอชไอวีจากการบริจาคได้ไหม

HIV.gov ของรัฐบาลสหรัฐ (หน้าปรับปรุง 28 สิงหาคม ค.ศ. 2026) เขียนว่าการบริจาคเลือดไม่ทำให้ติดเอชไอวี ผู้เขียนไม่พบประโยคเรื่องนี้ในหน้าของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติที่เปิดอ่าน

Quicky

สรุป

  • ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เขียนว่าการได้รับโลหิตจากผู้อื่นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดทางโลหิต แม้ว่ามีโอกาสน้อยมาก
  • แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 ให้ตรวจโลหิตบริจาคทุกยูนิตหาเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี และซิฟิลิส โดยสามเชื้อแรกตรวจสองวิธีควบคู่กัน
  • ข่าวของสภากาชาดไทยปี 2563 เขียนว่าเลือดที่บริจาคในระยะ window period ยังตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวี แต่แพร่เชื้อไปยังผู้ป่วยได้
  • ถ้าแพทย์แนะนำให้รับเลือดแล้วกังวล ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์ผู้รักษา ไม่ปฏิเสธหรือเลื่อนการรักษาเอง ถ้ากังวลหลังรับเลือด ให้ไปขอรับคำปรึกษาเพื่อตรวจเอชไอวีที่หน่วยบริการ

หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง