แผลริมอ่อน (Chancroid) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีต้นเหตุเป็นแบคทีเรียชื่อ Haemophilus ducreyi (ฮีโมฟิลัส ดูเครยี) ทำให้เกิดแผลเจ็บที่อวัยวะเพศ และบางคนมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวมร่วมด้วย โรคนี้รักษาหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่แพทย์เป็นผู้เลือกให้ แต่ต้องตรวจให้แน่ใจก่อน เพราะแผลที่อวัยวะเพศเกิดได้จากหลายโรค
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า แผลเจ็บที่อวัยวะเพศไม่ควรเดาเองหรือนั่งรอให้หาย ไปตรวจเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะแผลริมอ่อนรักษาหายได้ และเป็นโอกาสตรวจเอชไอวีไปพร้อมกัน
ศัพท์พื้นฐานเรื่องแผลริมอ่อน มีคำไหนที่มือใหม่ควรรู้บ้าง?
เวลาค้นข้อมูลเรื่องนี้ เรามักเจอคำภาษาอังกฤษและศัพท์แพทย์ปนกันจนงง ตารางด้านล่างรวมคำที่เจอบ่อยพร้อมความหมายแบบภาษาคนทั่วไป อ่านตรงนี้ให้เข้าใจก่อน แล้วส่วนที่เหลือของบทความจะง่ายขึ้นมาก
| คำที่เจอ | ความหมายแบบเข้าใจง่าย |
|---|---|
| แผลริมอ่อน / Chancroid (แชงครอยด์) | ชื่อโรค เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่ทำให้มีแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ |
| Haemophilus ducreyi | ชื่อเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคนี้ ไม่ใช่ไวรัส |
| แบคทีเรีย กับ ไวรัส | เชื้อโรคคนละกลุ่มกัน โรคจากแบคทีเรียอย่างแผลริมอ่อนหรือซิฟิลิสรักษาหายได้ ส่วนเอชไอวีและเริมเป็นไวรัส |
| แผลที่อวัยวะเพศ (genital ulcer) | ผิวหนังหรือเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศที่เปิดเป็นแผล เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายโรค ไม่ได้ชี้ว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่ง |
| ฝีมะม่วง หรือ บูโบ (bubo) | ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบซึ่งอักเสบจนบวมโต เจ็บ และอาจกลายเป็นหนอง |
| ยาปฏิชีวนะ | ยาที่ใช้จัดการกับเชื้อแบคทีเรีย ต้องใช้ตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น |
| คู่นอน | คนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นแฟนประจำหรือไม่ก็ตาม |
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: เมื่อรู้ว่าแผลริมอ่อนเกิดจากแบคทีเรีย ก็จะเข้าใจว่าทำไมโรคนี้ถึงรักษาให้หายได้ ต่างจากเอชไอวีที่ยังต้องใช้ยาควบคุมไปตลอด
แผลริมอ่อนติดต่อกันทางไหน และทุกวันนี้ยังมีคนเป็นอยู่ไหม?
ทางหลักที่เชื้อนี้ส่งต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนคือการสัมผัสทางเพศ แนวทางการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ปี 2021 ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่านี่คือช่องทางหลักที่พบในผู้ป่วยของสหรัฐฯ
ในอดีต โรคนี้เคยพบบ่อยมาก รายงานของทีมนักวิจัย CDC เล่าว่าในสหรัฐฯ มีผู้ป่วยที่ถูกรายงานสูงสุดในปี 1947 ถึง 9,515 ราย จากนั้นลดลงเรื่อย ๆ จนตั้งแต่ปี 2011 เหลือไม่ถึง 20 รายต่อปี ทั่วโลกก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน แต่ยังอาจพบได้ในบางพื้นที่ของทวีปแอฟริกาและแถบทะเลแคริบเบียน
ตัวเลขที่น้อยไม่ได้แปลว่าโรคหายไปแล้ว นักวิจัยเตือนว่าโรคนี้ยืนยันผลได้ยาก บางรายจึงอาจไม่ถูกนับรวม มีข้อเท็จจริงน่ารู้อีกข้อด้วย คือในบางประเทศเขตร้อนที่ยังมีโรคคุดทะราด เชื้อตัวเดียวกันนี้เป็นสาเหตุสำคัญของแผลตามผิวหนังในเด็กซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: แผลริมอ่อนเป็นโรคที่พบน้อย แต่ถ้ามีแผลเจ็บที่อวัยวะเพศ ก็ยังควรบอกแพทย์ตามจริงว่ามีความเสี่ยงทางเพศหรือเคยเดินทางไปที่ใดมาบ้าง

แผลแบบไหนที่ควรสงสัย แล้วดูด้วยตาตัวเองจะรู้ไหม?
สัญญาณที่ทำให้แพทย์นึกถึงแผลริมอ่อนมีสองอย่างหลัก ๆ ดังนี้
- แผลลึกและเจ็บที่อวัยวะเพศ อาจมีแค่แผลเดียวหรือหลายแผลก็ได้
- ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม เจ็บ และอาจเป็นหนอง ซึ่ง CDC ระบุว่าพบในผู้ป่วยไม่ถึงครึ่ง
คำตอบสั้น ๆ คือดูเองไม่ได้ แม้แต่แพทย์ก็ยังต้องตรวจแยกโรคอื่นที่ทำให้เกิดแผลคล้ายกันออกไปก่อน โดยเฉพาะซิฟิลิส ซึ่งเป็นโรคจากแบคทีเรียอีกชนิด และเริม
ที่ยุ่งยากกว่านั้นคือ การตรวจที่ยืนยันเชื้อนี้ได้แน่ชัดต้องใช้อาหารเลี้ยงเชื้อแบบพิเศษซึ่งหาไม่ได้ทั่วไป หลายครั้งแพทย์จึงต้องประกอบข้อมูลจากลักษณะแผล อาการ และผลตรวจที่ตัดโรคอื่นออก
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: อย่าเทียบรูปแผลกับภาพในอินเทอร์เน็ตแล้วสรุปเอง เพราะอาจเข้าใจผิดและพลาดโรคที่ต้องรักษาคนละแบบ
ความเชื่อผิด ๆ เรื่องแผลริมอ่อน กับข้อเท็จจริงที่ควรรู้มีอะไรบ้าง?
เรื่องโรคทางเพศมักมีข้อมูลบอกต่อกันแบบผิด ๆ อยู่มาก ลองดูความเชื่อที่เจอบ่อยเทียบกับสิ่งที่แหล่งข้อมูลทางการแพทย์บอกไว้
- ความเชื่อ: แผลริมอ่อนก็คือซิฟิลิสแบบหนึ่ง ข้อเท็จจริง: ทั้งสองโรคเกิดจากแบคทีเรียคนละชนิด แพทย์จึงต้องตรวจแยกให้ชัดว่าเป็นโรคไหน
- ความเชื่อ: ถ้าแผลเจ็บ ก็มั่นใจได้เลยว่าเป็นแผลริมอ่อน ข้อเท็จจริง: อาการเจ็บช่วยให้แพทย์นึกถึงโรคนี้ แต่แนวทางของ CDC ยังให้ตรวจแยกซิฟิลิสและเริมก่อนทุกครั้ง
- ความเชื่อ: ปล่อยไว้เดี๋ยวก็หายเอง ข้อเท็จจริง: ต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะยุบถ้าไม่รักษา ขณะที่การรักษาที่ได้ผลช่วยให้หายและหยุดการส่งต่อเชื้อ
- ความเชื่อ: โรคนี้หมดไปจากโลกแล้ว ข้อเท็จจริง: พบน้อยลงมากก็จริง แต่ยังมีรายงานในบางภูมิภาค และอาจมีผู้ป่วยที่ตรวจไม่เจอ
- ความเชื่อ: ใช้ถุงยางอนามัยแล้วปลอดภัยทุกกรณี ข้อเท็จจริง: องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าถุงยางอนามัยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ดีมากเมื่อใช้ถูกวิธีทุกครั้ง แต่ช่วยไม่ได้กับโรคที่มีแผลนอกบริเวณที่ถุงยางคลุม ซึ่ง WHO ยกตัวอย่างซิฟิลิสและเริม ถ้ามีแผลอยู่จึงควรงดเพศสัมพันธ์และไปตรวจก่อน
- ความเชื่อ: กินยาป้องกันเอชไอวีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงโรคนี้ ข้อเท็จจริง: ยา PrEP (เพร็พ) ป้องกันได้เฉพาะเอชไอวี ไม่ได้ป้องกันแผลริมอ่อนหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
แผลริมอ่อนเกี่ยวข้องกับเอชไอวีอย่างไร?
แนวทางของ CDC ระบุว่าแผลริมอ่อนเป็นปัจจัยเสี่ยงทั้งต่อการได้รับเอชไอวีและการถ่ายทอดเอชไอวีให้ผู้อื่น WHO ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรคทำให้โอกาสได้รับเอชไอวีสูงขึ้น
ด้วยเหตุนี้ CDC จึงแนะนำให้ตรวจเอชไอวีทันทีที่วินิจฉัยว่าเป็นแผลริมอ่อน ถ้าผลเป็นลบ ผู้ให้บริการอาจชวนคุยเรื่องการตรวจให้ถี่ขึ้น หรือการใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อสำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
สำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวี แผลริมอ่อนก็ยังรักษาได้ แต่ข้อมูลของ CDC พบว่ากลุ่มนี้มีโอกาสที่แผลหายช้าหรือยาไม่ได้ผลในรอบแรกมากกว่า แพทย์จึงอาจนัดติดตามใกล้ชิดขึ้น
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: การไปตรวจแผลหนึ่งครั้งคุ้มค่ากว่าที่คิด เพราะได้ทั้งรักษาแผลและรู้สถานะเอชไอวีของตัวเองในคราวเดียว

ถ้าสงสัยว่าตัวเองมีแผลริมอ่อน ควรทำอะไรต่อ?
ไม่ต้องตกใจหรืออาย โรคนี้เป็นเรื่องทางสุขภาพเหมือนโรคอื่น ๆ ลองทำตามลำดับนี้
- งดมีเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน จนกว่าจะได้ตรวจและแพทย์ยืนยันว่ารักษาเรียบร้อย
- ไปพบแพทย์หรือคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ควรซื้อยามากินหรือทาเอง
- ขอตรวจเอชไอวีและซิฟิลิสไปพร้อมกัน
- บอกคู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์กันในช่วง 10 วันก่อนเริ่มมีอาการ ให้ไปตรวจและรักษาด้วย แม้เขาจะไม่มีแผลเลยก็ตาม
- ใช้ยาตามที่ได้รับให้ครบ และกลับไปพบแพทย์ตามนัด
อย่ากังวลถ้าแผลไม่หายภายในไม่กี่วัน CDC ระบุว่าแผลขนาดใหญ่อาจใช้เวลาเกิน 2 สัปดาห์ และต่อมน้ำเหลืองที่บวมมักยุบช้ากว่าตัวแผล ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมก่อนไปตรวจ ลองอ่านความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดต่าง ๆ ประกอบ หรือโทรปรึกษาสายด่วน 1663 ได้
คำถามที่พบบ่อย
แผลริมอ่อนรักษาหายขาดไหม?
หายได้ CDC ระบุว่าการรักษาด้วยยาที่ได้ผลช่วยกำจัดเชื้อ ทำให้อาการดีขึ้น และกันไม่ให้ส่งต่อเชื้อให้คนอื่น ส่วนชนิดยาและระยะเวลาใช้ยา ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินเป็นรายคน
รักษาหายแล้ว จะมีแผลเป็นหลงเหลือไหม?
ถ้าปล่อยไว้จนเป็นมาก อาจเกิดแผลเป็นที่อวัยวะเพศได้แม้การรักษาจะได้ผลแล้ว นี่เป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรรอ ยิ่งไปพบแพทย์เร็ว ยิ่งมีโอกาสหายโดยไม่มีปัญหาตามมา
ถ้าเป็นแผลริมอ่อน แปลว่ามีเชื้อเอชไอวีด้วยหรือเปล่า?
ไม่ได้แปลอย่างนั้น ทั้งสองเป็นคนละโรคกัน แต่เพราะแผลริมอ่อนเพิ่มโอกาสได้รับเอชไอวี การตรวจเอชไอวีไปพร้อมกันจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
คู่นอนไม่มีแผลเลย ยังต้องไปตรวจด้วยไหม?
ต้องไป CDC แนะนำให้คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์กันในช่วง 10 วันก่อนผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ได้รับการตรวจและรักษา ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ เพราะ WHO ระบุว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาหายได้ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ

สรุป
แผลริมอ่อนเป็นโรคจากแบคทีเรียที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้มีแผลเจ็บที่อวัยวะเพศและอาจมีต่อมน้ำเหลืองขาหนีบบวม ปัจจุบันพบน้อยลงมาก แต่ยังไม่หมดไป และรักษาหายได้เมื่ออยู่ในการดูแลของแพทย์ สิ่งที่มือใหม่ควรจำคืออย่าวินิจฉัยแผลด้วยตัวเอง อย่าคิดว่าถุงยางอนามัยหรือยาเพร็พคุ้มครองได้ทุกอย่าง และใช้โอกาสที่ไปตรวจแผลนี้ตรวจเอชไอวีกับซิฟิลิสไปพร้อมกัน หากมีข้อสงสัย ให้ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- Workowski KA และคณะ. Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021 (CDC) — PubMed Central
- Ogale YP และคณะ. A Sore Subject? An Examination of National Case-Based Chancroid Surveillance. Sexually Transmitted Diseases, 2023 — PubMed Central
- World Health Organization. Sexually transmitted infections (STIs) — Fact sheet