ไวรัสตับอักเสบซี..ใครบ้างที่ควรตรวจ ?

กันยายน 15, 2022
Written By HIV Team

ไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยซึ่งโดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบนี้อยู่ในร่างกาย  เนื่องจากอาการของโรคไม่รุนแรง ไม่ชัดเจน ต่อเมื่อมีอาการตับอักเสบมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้โดนไม่ทำการรักษาก็จะกลายเป็นตับแข็ง  และในที่สุดก็จะกลายเป็นมะเร็งตับได้

ไวรัสตับอักเสบซี คืออะไร ?

ไวรัสตับอักเสบซี คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดซี (HCV) ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแบบเฉียบพลันเป็นภาวะเจ็บป่วยระยะสั้นที่เกิดขึ้นประมาณ 6 เดือนหลังจากที่ผู้นั้นสัมผัสเชื้อไวรัสตับอักเสบซีครั้งแรก โดยปกติการติดเชื้อแบบเฉียบพลันจะไม่กลายเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรังเสมอไป และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีชนิดเรื้อรังเป็นภาวะเจ็บป่วยระยะยาวซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยังคงมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายของผู้นั้น ภาวะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถคงอยู่ได้ตลอดชีวิตและนำไปสู่สภาวะที่ เป็นอันตรายต่อตับรวมถึงภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในที่สุด ซึ่งสามารถติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์คล้ายกับ ไวรัสตับอักเสบบี

ไวรัสตับอักเสบซี ติดต่อทางไหน ?

  • จากการรับเลือดที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอยู่
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่ติดยาเสพติด
  • การติดต่อจากมารดาไปสู่ทารก พบได้น้อยมาก
  • การใช้แปรงสีฟัน กรรไกร หรือที่ตัดเล็บร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี 

ไวรัสตับอักเสบซี ไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารร่วมกัน การใช้จามชามช้อนส้อมด้วยกัน การให้นมบุตร การกอด หรือการจูบ ร่วมถึงไม่ติดต่อผ่านการสัมผัส หรือไอ จาม รดกัน

Love2test

อาการของไวรัสตับอักเสบซี

  • โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสจะมีอาการคล้ายๆ กัน คือ ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง บวม มีน้ำในช่องท้อง ปวดชายโครงขวา ปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ ตับม้ามโต
  • การที่จะแยกว่าเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใดนั้น ต้องใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงจะทราบ แต่ที่น่าสังเกตคือโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิดอื่นๆ มักจะเป็นแบบเฉียบพลัน และจะหายได้ภายในเวลา 6 เดือน ถ้าหากมีอาการของโรคตับอักเสบเรื้อรังก็มักจะเกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือซี 
  • โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ส่วนใหญ่หลังติดเชื้อแล้วภายในเวลา 10 ปีแรกจะไม่มีอาการอะไรเลย ยกเว้นส่วนน้อยที่อาจมีอาการของโรคแบบเฉียบพลัน ต่อเมื่อย่างเข้าสู่ 10 ปีที่ 2 ก็จะเริ่มมีอาการของตับอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้น และเมื่อ 30 ปีผ่านไป ตับจะถูกทำลายมากขึ้น ก็จะเริ่มมีอาการของตับแข็งปรากฏให้เห็น 
  • ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งก็จะเป็นมะเร็งตับ เรียกว่ากว่าจะแสดงอาการก็ใช้เวลาหลายสิบปี โดยที่โรคจะดำเนินไปอย่างช้าๆ ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีโรคอันตรายซ่อนแฝงอยู่ถ้าไม่ได้ตรวจเลือด และไม่ได้รับการรักษาก็จะกลายเป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ และเสียชีวิตในที่สุด

ใครบ้างที่ควรตรวจ ไวรัสตับอักเสบซี

  • ผู้ที่เคยได้รับเลือดและสารเลือดก่อนปี พ.ศ.2535
  • ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปี พ.ศ.2535
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
  • ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ผู้ที่มีประวัติมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกเข็มตำจากผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี
  • การใช้ของส่วนตัวที่เปื้อนเลือดร่วมกัน เช่น มีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บ

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • อย่าใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด
  • ห้ามใช้มีดโกนหนวด แปรงสีฟันร่วมกัน
  • ให้ระมัดระวังในการเจาะหูหรือสักตามร่างกาย หากเลือกแล้วที่จะทำ ก็ควรเลือกร้านที่ไว้ใจได้ มีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์อย่างถูกหลักอนามัย โดยเฉพาะเข็มที่ใช้ต้องผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว

การรักษาไวรัสตับอักเสบซี

ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาไวรัสตับอักเสบซี

  • ไวรัสตับอักเสบซีชนิดที่ 1 ต้องรักษาเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างการรักษา 1 และ 3 เดือน ควรตรวจนับปริมาณไวรัสซ้ำเพื่อดูการตอบสนองและวางแผนการรักษาว่าจะหยุดยารักษาที่ 1 ปีหรือนานกว่านั้น หรือบางกรณีถ้ามีภาวะแทรกซ้อนมาก ในกรณีที่ตรวจไม่พบเชื้อตั้งแต่เดือนแรกและทนยาไม่ได้ก็อาจจะร่นเวลาการรักษาลงมาอีก ผู้ป่วยเมื่อได้ยาครบ 1 ปี ก็ต้องตรวจเชื้อว่ายังมีหลงเหลือหรือไม่ หลังเสร็จสิ้นการรักษาไปอีก 6 เดือน ถ้าตรวจไม่พบเชื้อในเลือดด้วยวิธี RT-PCR ก็บ่งว่าโรคหายและโอกาสกลับมาเป็นใหม่ค่อนข้างน้อย
  • ไวรัสตับอักเสบซีชนิดที่ 2 และ 3 ให้การรักษาเป็นเวลา 6 เดือน หากการรักษาครบจะตรวจเชื้อซ้ำว่ามีเชื้อหลงเหลือหรือไม่ จากนั้นจะติดตามตรวจเชื้อด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้งตอน 6 เดือนหลังหยุดยา ถ้าหายตอนนี้ก็เรียกว่าโรคหาย โอกาสกลับเป็นซ้ำนั้นค่อนข้างน้อย
  • ไวรัสตับอักเสบซีชนิดที่ 4, 5 และ 6 นั้นพบน้อยในประเทศไทย แนะนำให้รักษาเป็นเวลา 1 ปี

ข้อห้ามของการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสซี

  • อายุต่ำกว่า 2 ปี
  • มีประวัติแพ้ยาฉีดและยารับประทานที่ใช้ในการรักษา
  • มีภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่ยังควบคุมไม่ได้
  • ตั้งครรภ์ หรือไม่เต็มใจที่จะยินยอมในการคุมกำเนิด
  • ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ (ไต หัวใจ หรือปอด)
  • มีโรคที่อาจจะแย่ลงถ้าได้รับยาฉีด โดยเฉพาะโรคภูมิต้านทานทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง (autoimmune diseases)
  • มีโรคประจำตัวที่ยังควบคุมการรักษาไม่ได้ดี เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือด ถุงลมโป่งพอง โรคไทรอยด์

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่สมควรได้รับการรักษา

  • อายุ 18 ปีขึ้นไป
  • พบเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในกระแสเลือด
  • ผลการเจาะตับพบว่ามีพังผืดในตับมาก (Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2) ในกรณีที่เป็นไวรัสตับอักเสบซีชนิด 1,4, 6
  • เป็นโรคตับแข็งในระยะเริ่มต้น หรือมีคะแนนการทำงานของตับ (Child-Pugh score) น้อยกว่าหรือเท่ากับ 9
  • มีความเข้าใจและพร้อมที่จะรับการรักษา
  • ไม่มีข้อห้ามของการรักษา

ยาสำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง 

ยาที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์และเป็นมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน คือ ยาฉีด Pegylated interferon สัปดาห์ละ 1 ครั้งร่วมกับการรับประทานยา Ribavirin ทุกวัน โดยได้รับยาต่อเนื่องเป็นเวลา 24 – 48 สัปดาห์ อัตราการตอบสนองอาจสูงถึงร้อยละ 90 ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสที่เป็น

ดูแลรักษาตัวเองอย่างไร ? ระหว่างเป็นไวรัสตับอักเสบซี

  • สามารถออกกำลังกายได้ปกติ แต่ไม่ควรหักโหมในช่วงที่มีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน
  • ควรพักผ่อนให้พอเพียง
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวได้มากขึ้น และทำให้เซลล์ตับเสื่อมเร็วขึ้น
  • การรับประทานยาทุกชนิด ควรปรึกษาแพทย์
  • การพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจเลือดดูการทำงานของตับเป็นระยะๆ (ทุก 3-6 เดือน)
  • การมีเพศสัมพันธ์ควรสวมถุงยางอนามัย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
  • เมื่อมีการผ่าตัดหรือทำฟัน ควรแจ้งแพทย์ทราบเสมอ
  • หลีกเลี่ยงความเครียด
  • งดการบริจาคโลหิต
  • หลีกเลี่ยงการใช้แปรงสีฟันและของมีคมร่วมกับผู้อื่น

อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม

แชร์และบอกต่อ