
หนองใน (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกัน ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และออรัลเซ็กซ์ วิธีรักษาหนองใน นั้นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น การอักเสบของระบบสืบพันธุ์ ภาวะมีบุตรยาก และการติดเชื้อในกระแสเลือด
ในปัจจุบัน หนองในสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะ อย่างไรก็ตาม ความต้านทานยาของเชื้อหนองในเริ่มเป็นปัญหาสำคัญ ดังนั้นการได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา รวมถึงการป้องกันการแพร่กระจายของโรค จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่มักขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์ ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า หนองในรักษาอย่างไรในวัยรุ่น และมีวิธีดูแลตนเองหลังการรักษาอย่างไรบ้าง
หนองในคืออะไร?
หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae เชื้อนี้สามารถติดเชื้อในอวัยวะสืบพันธุ์ ปาก ทวารหนัก และแม้แต่ดวงตา (ในกรณีที่สัมผัสเชื้อโดยตรง) นอกจากนี้ยังสามารถแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอดได้ หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษา ทารกอาจเกิดภาวะติดเชื้อที่ตา ทำให้เกิด ภาวะตาบอดในเด็กแรกเกิด ได้
อาการของโรคหนองในในวัยรุ่นมักแสดงออกชัดเจนในเพศชาย เช่น มีหนองไหลออกจากอวัยวะเพศ แสบขัดขณะปัสสาวะ ส่วนในเพศหญิงอาการมักไม่ชัดเจน อาจมีตกขาวผิดปกติ ปวดท้องน้อย หรือบางรายอาจไม่มีอาการเลย ทำให้บางคนไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อและแพร่กระจายให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
สาเหตุของการเกิดหนองในในวัยรุ่น
สาเหตุของการเกิดโรคหนองในมีหลายปัจจัย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มีการป้องกันกับผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็น
- ทางช่องคลอด
- ทวารหนัก
- ออรัลเซ็กซ์
Neisseria gonorrhoeae สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุที่เปราะบาง เช่น อวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก และตา นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถแพร่กระจายผ่านของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นในช่องคลอด หรือสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ หากมีการสัมผัสโดยตรงโดยไม่มีการป้องกัน โอกาสติดเชื้อจะสูง แม้ว่าออรัลเซ็กซ์จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ำ แต่ในความเป็นจริง เชื้อหนองในสามารถติดเชื้อในลำคอ ทำให้เกิดอาการเจ็บคอเรื้อรัง หรือไม่มีอาการเลยแต่ยังแพร่เชื้อให้คู่นอนได้ การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัวหรืออุปกรณ์ทางเพศ อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อได้ แต่โอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเชื้อหนองในไม่สามารถอยู่รอดได้นานนอกเซลล์มนุษย์ นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษาอาจแพร่เชื้อไปยังทารกในระหว่างการคลอด ทำให้ทารกมีภาวะหนองในตาทารก (Neonatal Gonococcal Conjunctivitis) ซึ่งอาจทำให้ตาบอดถาวรได้หากไม่ได้รับการรักษาทันที
วิธีรักษาหนองใน ในวัยรุ่น
การใช้ยาปฏิชีวนะ
องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาหนองใน โดยวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันคือ:
- เซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) 500 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง
- อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) 1 กรัม รับประทานครั้งเดียว
- หรือ ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) 100 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน (ในกรณีที่มีการติดเชื้อร่วมกับหนองในเทียม)
หากผู้ป่วยแพ้ยาเซฟไตรอะโซน แพทย์อาจเลือกใช้ยาอื่น เช่น เจมิฟลอกซาซิน (Gemifloxacin) หรือ เจนตามัยซิน (Gentamicin) แทน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะเป็นข้อกังวลที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการใช้ยาให้ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การรักษาคู่นอน
หนองในเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ง่ายมาก ดังนั้น คู่นอนของผู้ติดเชื้อควรได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกัน แม้ว่าจะไม่มีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้ำ
การงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา
เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ แนะนำให้ งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 7 วันหลังจากได้รับยาปฏิชีวนะครบถ้วน และควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์หลังจากการรักษาเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
การดูแลตัวเองระหว่างและหลังการรักษา

ปฏิบัติตัวอย่างไรในระหว่างการรักษา
- รับประทานยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำของแพทย์ให้ครบถ้วน
- ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
- งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพราะอาจลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน
- สังเกตอาการของตนเอง หากยังมีอาการผิดปกติหลังจากได้รับการรักษา ควรกลับไปพบแพทย์ทันที
การตรวจติดตามผล
หลังจากได้รับการรักษา ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามผลภายใน 3-4 สัปดาห์ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หากพบว่าติดเชื้อซ้ำ ควรรับการรักษาใหม่โดยใช้ยาตามคำแนะนำล่าสุดของแพทย์
ภาวะแทรกซ้อนของหนองในหากไม่ได้รับการรักษา
หากปล่อยให้โรคหนองในลุกลาม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น:
- ในเพศชาย: อัณฑะอักเสบ (Epididymitis) อาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก
- ในเพศหญิง: โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก
- ในทั้งสองเพศ: การติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดข้ออักเสบ หัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
วิธีป้องกันการติดเชื้อหนองใน
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- จำกัดจำนวนคู่นอนและเลือกคู่นอนที่ปลอดภัย
- เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น มีตกขาวผิดปกติ หรือปวดขณะปัสสาวะ
หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาหายขาดได้หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง วัยรุ่นที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจและรักษาโดยเร็วเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการแพร่กระจายของโรค การใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ เป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อซ้ำและรักษาสุขภาพทางเพศให้ปลอดภัย
อ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2024). “Gonorrhea Treatment Guidelines.”
- World Health Organization (WHO). (2023). “Global Strategies for STI Prevention.”
- Mayo Clinic. (2024). “Gonorrhea: Symptoms, Treatment, and Prevention.”